Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

yoong 1 : สมาชิกใหม่ของครอบครัวตั้งสติมั่น

สวัสดีเพื่อนๆ ที่ติดตามบล็อกหลายแนวของ “ปรยา” หรือ “ปรีดา ลิ้มนนทกุล” บทความตอนแรกของ บล็อก “ยุ่งคุง” นี้ คือ สมาชิกใหม่ของคอบครัวตั้งสติมั่น ชื่อ “ยุ่ง” ครับ สาเหตุก็เพราะว่า ตอนเจ้ายุ่งเกิดนั้น ยุ่งจริงๆ

เริ่มจากกำหนดคลอดของเจ้ายุ่งนั้น คือ ช่วงกลางเดือนตุลาคม แต่ว่า 28 กันยายน 2551 ก็ออกซะแล้ว สงสัย เจ้ายุ่งคงจะอยากรีบออกมานับอายุเร็วๆ ดังนั้น เรื่องจึงยุ่งไปหมดเลยครับ ทั้งสถานที่ก็ยังเตรียมไม่เสร็จ ต้องขนของ ต้องเคลียร์งานต่างๆ สรุปว่ายุ่งไปหมด คุณย่าประไพ ก็เลยตั้งชื่อ “ยุ่ง” ซะเลยครับ งั้นลองชมภาพช่วงแรกเกิด กันก่อนนะครับ

ตอนต่อไป ผมจะนำภาพ เจ้ายุ่งที่โตขึ้นอีก 2 อาทิตย์ครับ ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คอยตามชมกันนะครับ
ขอบคุณครับ
5/11/08

A25 : งาน WordCamp Bangkok 2008

A25 : งาน WordCamp Bangkok 2008

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกเกอร์ทุกคน ผมได้ไปงาน WordCamp Bangkok 2008 ที่จัดที่ TCDC มานะครับ จึงอยากจะเขียนบทความที่ได้เข้าร่วมงานนะครับ แต่อาจจะเขียนในอีกมุมมองหนึ่ง เป็นเรื่องของความรู้สึกเสียมากกว่า ที่จะเขียนในประเด็นภาพรวม เพราะเพื่อนๆ หลายคนก็ได้เขียนไว้หลายบทความแล้ว ซึ่งเป็นบทความที่ดีๆ ทั้งนั้น รวมทั้งเพื่อนๆ ก็ยังมีการถ่ายภาพได้แทบทุกขั้นตอน ผมจึงคิดว่า ขอนำลิ้งค์ที่คุณโอ๊ด (ผู้บริหารของกระปุก และเป็นแม่งาน ของงานนี้ครับ) ได้รวบรวมไว้ให้เพื่อนๆ เข้าไปดูดีกว่าครับ ที่บทความนี้ มิตรภาพบังเกิด : WordCamp Bangkok 2008
.
คราวนี้ก็มาถึงบทความของผม ผมขอกล่าวรวมกันทั้ง ก่อนไปร่วมงาน ขณะร่วมงาน และหลังจากร่วมงาน เริ่มเลยละกันครับ
.
มีอยู่วันหนึ่ง ผมได้รับการติดต่อจากคุณโอ๊ด (กระปุกดอทคอม) ว่า ผมสนใจจะร่วมงาน WordCamp Bangkok 2008 ในฐานะวิทยากรรับเชิญ (ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี อาจเรียกว่า เป็นบล็อกเกอร์รับเชิญ ก็ได้ครับ) ในช่วง Inspiration Showcase Blog เวลา 16.15-17.00 น. โดยจะเชิญมาพูด หรือถูกสัมภาษณ์ประมาณ 4-5 คน
.
ผมคิดต่อทันทีว่า งาน WordCamp ของ WordPress เราเกี่ยวข้องตรงไหน แล้วงานนี้สงสัยจะจัดหลายวัน เพราะเป็น Camp ความหมายน่าจะใช่ มองคิวงานบนกระดานไวท์บอร์ด (ว่าง ไม่น่ามีปัญหาอะไร) จากนั้นก็ซักถามคุณโอ๊ดผ่านทาง GoogleTalk จนทราบว่า ผมมีบทความใน WordPress ด้วย จึงทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ได้เคยไปสร้าง Blog ไว้ใน WordPress จริงๆ แต่เป็นบทความที่ค่อนข้างแรง ชื่อว่า “ความพยายามที่จะเลว
.
ผมจึงรับปากกับคุณโอ๊ดว่าจะไปร่วมงานในฐานะบล็อกเกอร์รับเชิญครับ
.
หลังจากวันนั้น ผมก็เริ่มเสริช์ค้นหางาน WordCamp Bangkok 2008 ผมเข้าไปดูลิ้งค์เว็บล็อก หรือ เว็บไซต์ของวิทยากรทุกท่าน คือ ทำการบ้านก่อนไปร่วมงาน ผมลองปัดฝุ่นเปลี่ยนหน้า WordPress ของผม เพิ่มบทความที่เคยเขียนไว้ จาก 4 ตอน เป็น 9 ตอน (แต่ทำได้แค่นั้น เพราะว่า ช่วงนี้พึ่งจะเปิดบริษัทใหม่ จึงยังยุ่งๆ อยู่ บวกกับความไม่ค่อยรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ตสักเท่าไหร่) หน้าตาของบล็อกก็ทำเท่าที่ทำได้ครับ
.
ก่อนวันงาน คุณโอ๊ดก็แจ้งคำถามคร่าวๆ ผมคำนวณดูแล้ว จากช่วงเวลา 45 นาที 5 คน ก็ 9 นาที เผื่อพิธีกรด้วย ผมว่าน่าจะเตรียมคำตอบสัก 6-7 นาทีก็พอ ก็เตรียมตัวตามนั้น
.
ไหนๆ ทุกท่านก็อาจจะพอทราบแล้วว่า ผมเป็นผู้พิการรุนแรง หรือเรียกว่า ผู้ทุพพลภาพ(สิ้นเชิงถาวร : จริงๆ ต้องเต็มยศอย่างนี้ ตามความหมายของการตีความของประกันสังคมนะครับ คือว่าต้องมีทั้ง “สิ้นเชิง” และ “ถาวร”) ผมจึงอยากอธิบายถึงการเตรียมตัวก่อนอกข้างนอกของผม (เพื่อเป็นอีกมุมมองหนึ่ง)
ปกติชีวิตประจำวันของผม จะต้องขับถ่าย+เช็ดตัวกึ่งอาบน้ำ จาก 7.00 น.-11.00 น. จากสาเหตุผมนอนดึก และคุณแม่ที่ดูแล ละเอียดมากในการทำความสะอาด จึงใช้เวลามากกว่าคนปกติ หรือผู้พิการคนอื่นๆ จะสังเกตุได้ว่า ถ้าใครเคยได้พบ และพูดคุยกัน ผมจะเหมือนคนปกติ คือไม่มีกลิ่นเฉพาะของผู้ป่วย หรือถ้าเคยไปเยี่ยมที่บ้าน ภายในห้องผมก็ไม่มีกลิ่นผู้ป่วย หรือผู้พิการเช่นกัน
.
ดังนั้น ถ้าผมต้องไปงานไหน หรือประชุม สมมุติ 9.00 น. -10.00 น. ก็ต้องเตรียมตัวตั้งแต่ตี 5 แต่ถ้าต้องไปถึง 8.00 น.-8.30 น. เวลานี้ซีเรียสครับ ผมต้องไม่ทานข้าวเลย 1 วัน เพราะจะได้ไม่ต้องถ่าย (บนเตียง) เพียงแค่อาบน้ำแล้วก็จะเสร็จเร็วขึ้นครับ
.
ผมว่างาน WordCamp Bangkok 2008 เริ่มงาน 10.30 น. สำหรับผมแล้วเป็นเวลาที่กำลัง “พอดีพอดี” ไม่เร็ว ไม่สายเกินไป (เกือบแย่ เพราะฝนตกหนักก่อนออกจากบ้าน) ฝนหยุด ผมออกจากบ้าน 10.00 น. มาถึงที่ดิเอ็มโพเรี่ยมประมาณ 10.45 น. งั้นผมขอเริ่มช่วงเข้าร่วมงานเลยนะครับ (ผมขออ้างอิงตามตางเวลางานนะครับ)
.
.
10.30 น. Registration
.
เป็นครั้งแรกที่ได้มาดิเอ็มฯ รู้จักมานาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมก็ทำงานที่ Berli Jucker ตรงซอยสุขุมวิท 42 ใกล้ๆ กัน แต่ก็ไม่เคยมาสักที ขึ้นลิฟท์ถึงชั้น 6 เห็นหน้างานฯ ทางเข้า TCDC เห็นโลโก้ ก็ใช่เลย ตอนเปิดตัวใหม่ๆ ผมอยากมา แต่มาไม่สะดวกแล้ว (พิการแล้ว พึ่งจะมาสะดวกช่วงปีกว่าๆ นี้เองครับ) แล้วก็เจ้าหน้าที่มาถามว่าใช่ คุณปรีดาไหมค่ะ จากนั้นคุณโอ๊ดก็เข้ามาทักทาย และมีน้องเอาป้ายแขวนคอเข้าร่วมงานมาให้ และพาเข้าไปที่ห้องจัดงาน ระหว่างทางเดินที่ผ่าน ก็ได้เห็นภายในพื้นที่ ที่ให้บริการของ TCDC รู้สึกดี รู้สึกชอบ ถ้าผมปกติ คงมาบ่อยๆ แน่นอน ขอชมก่อนเริ่มงานนะครับ เจ้าหน้าที่จัดงานทุกคนน่ารัก เป็นกันเองมากๆ ครับ ผมนั่งอยู่ตรงหัวมุม ใกล้กับที่นั่งของวิทยากร พิธีกร และผู้จัดงาน
.


10.45 Opening speech By : NECTEC and TCDC

เห็นคุณปรเมศว์ มินศิริ (เจ้าของเว็บไซต์กระปุกดอทคอม) นั่งอยู่ สวัสดีพี่เอ๋อเสร็จ ไม่ได้คุยอะไร ยิ้มๆ ให้กัน อยากพูดคุยกับพี่ แต่ก็เกรงใจพี่เอ๋อ ต้องต้อนรับผู้ใหญ่ เพราะเป็นเจ้าของงาน ถ้าได้คุยกัน (ถ้าพี่เอ๋อ ได้มาอ่าน) ก็อยากจะบอกพี่เอ๋อว่า “ขอบคุณมากๆ นะครับ ที่ให้ได้โอกาสผมมาร่วมงานครับ”

เริ่มต้นด้วยพิธีการ 2 ท่าน คือ คุณหลาม กับ อาจารย์ศุภเดช จากแบไต๋ไฮเทค ต้องบอกก่อนเลยนะครับว่าในชีวิตผม ไม่เคยดูตลกในคาเฟ่ หมายถึง ไปนั่งดูสดๆ นะครับ และผมก็ไม่เคยไปนั่งดูดาราในรายการไหน แบบว่า เหมือนได้เจอดารามาร่วมงานในงานนี้เยอะ ดูแต่ในจอทีวี (ไม่นับอาจารย์ศุภเดช ที่เจอกันประมาณ 2 ครั้งแล้วครับ) สนุกกับทักษะการพูดแล้วฮา ของพิธีกรทั้ง 2 มากๆ ครับ

พอพี่เอ๋อ ขึ้นไปพูดกล่าวเปิดงาน ผมมีความรู้สึกเลยครับ ว่า “นี่ละครับพี่เอ๋อ” อยากให้อ่านถึงตอนท้าย ที่ผมอยากกล่าวถึงพี่เอ๋อ อีกครั้งนะครับ และเผอิญว่าผมนั่งใกล้พี่เอ๋อ จึงเห็นแกฮาเป็นระยะๆ ครับ

จากนั้น อาจารย์นพดล วีรกิตติ ซึ่งเป็น ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ของห้องสมุด TCDC ได้ขึ้นมากล่าวเปิดงานอีกท่าน ผมพึ่งจะเห็นตัวจริง วันนี้ ฟังบรรยายของอาจาร์นพดลไป ก็คิดตาม แล้วนึกไปถึงงานที่ตัวเองทำ PWDOM ที่ช่วยหางานให้ผู้พิการ ถือว่าท้าทายวงการคนพิการมากๆ เนื่องจากมีการนำแนวคิดใหม่ในการบริหารงาน และโปรแกรมออนไลน์ที่พัฒนาเองมาใช้ในการทำงาน น่าจะเรียกได้ว่า เป็นการแก้ปัญหา ทำให้มีการคิด และพัฒนาเช่นกัน คือ คิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน ครับ)

11.00 Special Discussion By : Dr.Thaweesak Koanantakool – Vice President of NSTDA

ท่านสุดท้ายที่มากล่าวเปิดงาน คือ อาจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล จาก สวทช. เช่นกันครับ ผมพึ่งพบตัวจริงวันนี้ครับ สิ่งที่ท่านพูดทั้งหมด เป็นสิ่งที่ผมสนใจทั้งหมด หวังว่าน้องใหม่อย่างผมคงจะทยอยเรียนรู้ได้ทัน (คิดในใจนะครับ) เพราะบางเรื่อง ผมก็กำลังทำ และพัฒนาอยู่ครับ

11.30 Special Activities (^^)

“หลังจากนั้นก็มีการเปิดตัวพิธีกรงานนี้อย่างเป็นทางการคือ คุณหลาม กับ อาจารย์ศุภเดช ซึ่งก็เรียกเสียงฮาได้มากมายกิจกรรมในช่วงเปิดโอกาสให้แนะนำบล็อกของตัวเอง ก็มีหลายๆ คนนำเสนอบล็อกของตัวเองไม่ว่าจะเป็น บล็อกเพื่อศาสนา, บล็อกห้องสมุด, บล็อกทั่วไป” ย่อหน้านี้ ขอ copy มาจากคุณวาย หรือ projectlib ที่หลายๆ คนรู้จักนะครับ

น้องคนนี้ครับ ที่ชนะเลิศโลโก้ WordCamp Bangkok 2008 ที่เป็นลายกนก

พิธีกรเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงาน มาประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ หรือบล็อกของตัวเอง

ถ้าจำไม่ผิด คุณพี่ท่านนี้ จะเก่งด้านเทคนิคฯ

ส่วนน้องคนนี้ จะถูกแซวว่า “เว็บโบสถ์”

น้องคนนี้ ผมจำไม่ได้จริงๆ ครับว่าทำเว็บอะไร (ไม่ได้เลียนแบบดอทอะไร นะครับ)

 

12.00 Networking Lunch

จากนั้นก็เป็นเวลาทานอาหารกลางวันครับ ผมกับน้องสาวและอาม้า (คุณแม่) ก็ไปร่วมทานกับทุกท่านตามที่ทางผู้จัดงานได้เตรียมไว้ครับ กลายเป็นว่า ผมก็เลือกหัวโต๊ะ เพราะเข้าง่าย (ต้องขอโทษผู้จัดงานนะครับ ไม่รู้ว่าวางตำแหน่งไว้รึเปล่า) ระหว่างที่รอ “ข้าวสตูไก่” (ไม่รู้เขียนถูกรึเปล่า) กำลังนึกถึงน้องทีมงาน ที่อุตส่าห์มาถามว่า อยากทานอาหารอะไร เพราะทราบว่าผมแพ้ชูรส กับอาหารทะเล ก็เห็น คุณวาย น้องเมษ คุณแพท และคุณซี ย้ายที่นั่งจากอีกฝาก มาทางด้านหัวโต๊ะฝั่งที่ทางผมนั่ง

.

จึงมีโอกาสได้ฟังทั้ง 4 คนสนทนากัน นึกถึงบรรยากาศก่อนที่ผมจะรถคว่ำ เวลาไปกับเพื่อนตามร้านอาหารก็อารมณ์ประมาณนี้ ดีเหมือนกันฟังทั้ง 4 คนคุยกัน ก็เพลินดี จนคุณซี แจกนามบัตรสุดเก๋ ที่มีรูปตัวเองด้วย (ขอบคุณ คุณซี นะครับที่ให้นามบัตร เป็นนามบัตรเดียวในงานนี้ที่ผมได้ และก็ยินดีอีกแล้ว ที่ได้พบกับดารา พิธีกร ในทีวี) ทุกคนเริ่มทยอยมานั่งจนเต็ม รวมถึงพี่ปรเมศวร์ด้วยครับ (นั่งใกล้ทางผมครับ) แล้วก็ถึงเวลาเสริฟอาหาร มีอาหารมากมาย น่าทานเต็มไปหมด

.

ระหว่างที่กินข้าวสตูไก่อยู่ ผมก็ดันมองตาลอยๆ ไปข้างหน้า แบบว่าคล้ายๆ ดูภาพ 3 มิติ สมัยที่ฮิตกันเมื่อ 10 ปีก่อน และบังเอิญว่า ที่ผมมองตาลอยๆ ดันไปตรงกับ “ผัดพริกถั่วฝักยาว” และก็บังเอิญอีกว่า คุณซี กำลังตักทานพอดี ผมเลยโดนคุณซีถามว่า “ทานไหม” แถมยังทำท่ายกจานมาให้ด้วย (ถ้าบังเอิญว่าคุณซีมาอ่าน ก็ต้องขอโทษนะครับ ที่ทำให้เข้าใจผิด) ผมจึงปฏิเสธ และขอบคุณ (ขอบคุณจริงๆ ครับ)

.

ทานกันเกือบหมดแล้ว คุณบอยโกสิยะพงษ์ ก็มาถึง คุณปรเมศวร์ก็ลุกไปต้อนรับ พาไปแนะนำกับอาจารย์นพดล อาจารย์ทวีศักดิ์ และท่านอื่นๆ จริงๆ ผมก็ไม่ได้เจตนาเฝ้าดูหรอกนะครับ แต่เพราะว่า ผมนั่งตรงข้ามพอดี จึงเห็นพี่ปรเมศวร์ทานข้าวเป็นเพื่อนคุณบอย (น่ารักดีครับ)

.
13.00 Talking Subject: WordPress Developing By : Katika Saiseni from Keng.com

 

 



พอเข้ามาในงาน หลังทานอาหาร ก็เริ่มด้วยคุณเก่งดอทคอมครับ ที่มาบรรยายให้ความรู้ในมุมที่ผมไม่เคยทราบมาก่อน จริงๆ ผมได้ไปฟังคุณเก่งบรรยายหลายที่ ต่างหัวข้อกัน ตั้งแต่ผมยังเขียนบล็อกไม่เป็น ทำให้ผมได้ฟังการบรรยายจากคุณเก่ง แทบไม่ซ้ำกันเลย
.
ผมคิดว่า ที่ผมชอบที่สุด คือการยกตัวอย่าง ลูกค้าต่างประเทศของคุณเก่ง ที่มาจ้างคุณเก่งให้ช่วยแก้ปัญหา เรื่องเวลาเสริช์ชื่อเขาแล้วใน Google มีลิ้งค์ที่ไม่ดีของเขาขึ้นอันดับ 1 คุณเก่ง จึงเอา WordPress มาทำให้ติดอันดับต้นๆ แทน
.
พอจบการบรรยายของคุณเก่ง คุณหลาม ก็เชิญคุณซี มาเป็นพิธีกรแทนอาจารย์ศุภเดช ด้วยมุขตลก ที่ถ้าใครนอนหลับ ก็ไม่รู้ว่าจะว่าไงแล้วครับ

13.50 Talking Subject : Blog & Creative Economy

ช่วงต่อมาเป็น การสัมภาษณ์ “คุณบอย โกสิยพงษ์ และ ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อมฟังไปฟังมาวิทยากรทั้งสองได้แรงบันดาลใจเรื่องการเขียนบล็อกมาจากที่เดียวกัน คือ พี่บอย ตรัย” (อันนี้ก๊อบมาจากของคุณวาย อีกแล้วครับ)

By : Boyd Kosiyabong from Loveisloveis.com/blog
By : Yuttana Boonorm from
Pated.wordpress.com

ส่วนตัวแล้ว ในช่วงการสัมภาษณ์ดาราทั้ง 2 ท่าน ผมคิดว่าทั้งคุณบอย และคุณยุทธนา นั้นดูเป็นกันเองมาก ได้ทราบมุมมองของผู้บริหารองค์กร ที่ต้องปรับตัวกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน เนื่องจากงานที่ทำ เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงความสำคัญของการมีบล็อก ไว้แสดงความคิดเห็น และสื่อกับ ลูกค้า
.
14.30 Talking Subject: WordPress Developing

By : Akarawuth Tamrareang & Pisan Chuechatchai

WordPress Thai Developers WordPressthai.org


ต่อมา คุณอัครวุฒิ ตำราเรียง และ คุณพิศาล เชื้อชาติไชย ได้มาบรรยายถึงการพัฒนา WordPress ภาษาไทย ด้วยความเคารพนะครับ ทำให้ผู้ใช้ธรรมดาๆ คนหนึ่งอย่างผม เข้าใจแล้วว่า ทำไมไม่รู้เรื่อง อันนี้เป็นความคิดเห็นของคนใช้ไม่ค่อยเป็นนะครับ อย่าถือสานะครับ แต่ว่าทั้ง 2 ท่านน่ารักมากครับ ดูอารมณ์ดี ฮาดีครับ
.
15.15 Break

ต้องขอบคุณทีมงานจัดงานอีกแล้วครับ ก่อนเบรคก็รีบมาถามเลยว่า ผมจะทานอะไร ต้องขอขอบคุณทีมงานมากๆ นะครับ และผมก็ต้องยอมรับว่า “ดาวของงาน” นั้นต้องทำงานหนักเลยครับ คุณซีถูกขอถ่ายรูปคู่ แบบนับกันไม่ไหวเลยครับ จนผมแค่เป็นคนดู ยังเอาใจช่วยคนที่รอคิวเลยครับ (คือผมจะเข็นรถหนี ก็ไม่ได้ คนรุมคุณซี เต็มไปหมด แฟลชจากกล้องวูบวาบเต็มไปหมด) แบบว่ามีคนกล้ากว่า ก็ได้ถ่ายก่อน บางคนยึกๆ ยือๆ ไม่กล้าเข้าไปเลย เหมือนว่าจะไปแย่ง ก็เลยต้องรอคิวหลังๆ (ถ้าคุณซี ได้มาอ่าน ผมฝากบอกว่า ผมนั่งบนรถเข็นดูเพื่อนๆ มาขอถ่ายรูปคุณซีแล้ว เยอะมาก เหนื่อยไหมครับ)

15.30 Talking Subject: Theme & Designing

By : Jakkrith Talawat from Imenn.com

ทานของว่างเสร็จ ก็ถึงคิว คุณเม่น ที่มาแจกธีม สำหรับคนใช้ wordpress.org แต่พอดีผมใช้ .com ที่สำคัญ งูๆ ปลาๆ ด้วยครับ จึงสรุปได้ว่า “ผมมึน” เลยครับ แต่ก็พอจะฟังเข้าใจบ้าง และทั้งหมดที่ผมฟังการบรรยายของคุณเม่น ผมขอยกยอดไปไว้ในอนาคตกก่อนนะครับ


แต่ยังไงๆ ก็ได้ละครับ ความรู้ที่คุณเม่นถ่ายทอด เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน ผมก็ฟังคุณเก่ง(ดอทคอม) บรรยาย แล้วก็อารมณ์ประมาณนี้เลยครับ มึนๆ งงๆ สงสัยๆ แต่สุดท้ายก็ ถูๆ ไถๆ จนพอเขียนบล็อกเป็นกับเขาบ้าง ขอบคุณ คุณเม่นอีกครังครับ
.
16.15 Talking Subject: Inspiration Showcase Blog
และแล้วก็ถึงช่วง “แรงบันดาลใจในการเขียนบล็อก” ที่ผมกับน้องๆ รวม 5 คนต้องถูกสัมภาษณ์ ยกเว้นคุณซี ที่ต้องเป็นพิธีกรควบไปด้วย กับอาจารญ์ศุภเดช ที่แย่งซีนคืนจากคุณหลาม ครับ

จากซ้ายไปขวานะครับ : คุณซี ผมเอง คุณวาย น้องเมษ คุณแพท และอาจารย์ศุภเดช

By : Preeda Limnontakul from Preedaroom.wordpress.com

งั้นเริ่มที่ผมก่อน รวมๆ ก็คงอยากเขียนบล็อก เพราะต้องการแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง ที่ต้องประสบปัญหาต่างๆ ในการแปลงร่างมาเป็น ผู้ทุพพลภาพ(มืออาชีพ) ให้กับผู้ป่วย ผู้พิการ หรือญาติๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบัน ผมมีประมาณ 40 บล็อก รวมทั้งเอามาใช้งานด้วย และที่เขียนบทความใน WordPress คือ Preedaroom โดยผมเลือกเอาบทความ “ความพยายามที่จะเลว” มาลงไว้ครับ

By : Chatpawee Trichachawanwong from Dailygizmo.wordpress.com

ส่วนบล็อกของคุณซี หรือคุณฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ ที่มีแรงบันดาลใจมาจากพี่ชายที่เก่งด้านหุ่นยนต์ ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ต่างประเทศ (ไม่รู้ว่าผมจำผิดรึเปล่า) ทำให้คุณซี ชอบศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ จนนำมาเขียนในเว็บไซต์ ของตัวเอง ที่ในอนาคตตั้งใจว่า จะทำให้เป็นเหมือนรายการทีวี ครับ

By : Pramote Sangwisate from Patsonic.com

มาถึงคุณแพท หรือ คุณปราโมช สังข์วิเศษ (Patsonic) ที่อยากเขียนเกี่ยวกับการไปเที่ยว บันเทิง เพลงที่ฟัง ที่อ่านแล้วสบายๆ ไม่เครียด

By : Maykin Likitboonyalit from Projectlib.wordpress.com

นั่งติดกับผมอีกคน คุณวาย (projectlib) หรือ คุณเมฆินทร์ ลิขิตบุญฤทธิ์ ที่ดูอารมณ์ดี มีแรงบันดาลใจจากการที่เคยทำงานบรรณารักษ์ แถมพ่วงด้วยความตั้งใจเขียนบล็อก 365 วัน ไม่หยุด และก็ทำได้จริงๆ ด้วยครับ นับถือ นับถือ ขอบคุณ คุณวาย ด้วยนะครับ ที่ช่วยเข็นรถให้ตอนขึ้นเวที และลงเวที ครับ

By : Jittipong Puprasert from Mekz.net

และก็มาถึงน้องเมษ หรือน้องจิตติพงศ์ ปู่ประเสริฐ คนเก่ง ของพวกเรา ทั้งๆ ที่อายุ 13 ปี กับความตั้ง
ใจที่จะเรียนด้านโปรแกรมโดยตรง ผมได้รับฟังถึงความเก่งของน้องเมษ ตั้งแต่ตอนทานอาหารกลางวันแล้วครับ ผมจำได้ว่าตอนอายุ 13 ยังไมฝ่ได้ทำอะไร ที่มีสาระอย่างน้องเขาเลย (รู้สึกประโยคนี้คล้ายคุณวาย เหมือนกัน)

17.00 Talking Subject: Citizen Journalism

By : Siamintelligence.com Team
By : Sarinee Achavanuntakul from
Fringer.org18.


 

ช่วงสุดท้ายของงาน กลายเป็นเรื่องการเมือง ไปซะงั้นครับ “กับ หัวข้อ Citizen Journalismโดยทีมงาน Siamintelligence.com ซึ่งประกอบด้วย คุณกานต์ และคุณเจริญชัยและ คุณสฤณี อาชวานันทกุล (คนชายขอบ) จากบล็อก http://fringer.org/” (ก๊อบมาจากของคุณวาย อีกแล้วครับ)

ตอนท้ายการบรรยาย ผมนึกว่า เพื่อนร่วมงานที่รับฟังการบรรยาย เป็น นปช. ถามคุณสฤณี เป็น พันธมิตรฯ เสียอีก ก็ได้รสชาติไปอีกแบบนะครับ (ไม่รู้ว่าเปรียบเทียบถูกรึเปล่า)

ตอนจบงาน ผมประทับใจ กับการที่คุณปรเมศวร์ ขอบคุณผู้สนับสนุน และที่สำคัญคือ คุณปรเมศวร์ หรือ พี่เอ๋อ เชิญทีมงาน ออกมาขางหน้า และขอบคุณทีมงาน ผมขอปรบมือดังๆ ให้เป็นการส่วนตัวครับ

ถึงตอนจบของบทความจริงๆ แล้วนะครับ

อันดับแรกครับ ขอขอบคุณผู้สนับสนุน

NECTEC ผู้สนับสนุนหลัก, DotArai,

THNIC, สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย

 


TCDC ผู้สนับสนุนหลัก, TrueHits.net,

 

94 Coffee, ร้านภรณี, SHOWNOLIMIT

 

ขอขอบคุณทีมงาน ที่ร่วมมือกัน ทุกคนครับ

 

อีกชุดหนึ่งครับ ทีมงานในการจัดงาน

ขอบคุณ คุณโอ๊ด ที่ชวนมาร่วมงาน

ขอบคุณ บทความของเพื่อนๆ ที่ผมได้ copy มา

รวมถึง ภาพถ่ายจากเพื่อนๆ น้องๆ จากคุณโอ๊ด

ที่ขาดไม่ได้ ขอบคุณอาม้า ที่มาคอยดูแล

และน้องผึ้ง ที่คอยขับรถให้ (ไม่งั้นมาไม่ได้)

 

แล้วก็ถึงตอนจบสุดๆ ก็ต้องไปไล่เก็บนามบัตรสวยๆ หน้างาน ตรงข้ามเคาเตอร์ฝากกระเป๋า (ก่อนเข้าศูนย์ TCDC) เจอทีมงานกระปุก ก็ต้องสวัสดีลา แล้วผมกับอาม้า กับผึ้ง 3 คน ก็ไปนั่งรอนัดอาจารย์ท่านหนึ่งหน้าแรงหนังเมเจอร์ ตรงข้าม TCDC สักพัก คุณซีก็เดินออกจาก TCDC แวะเข้ามาทักทายอีกครั้งครับ กลับถึงบ้าน คืนนั้นไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์ หลับเลยครับ สำหรับผมแล้ว ถือว่า อยู่นอกบ้าน นานมากๆ 9 ชั่วโมง แต่ตั้งใจไว้แล้วครับ คือ ไปให้ทันงาน และต้องอยู่ให้จบงาน ให้สมกับที่ทางกระปุกเชิญไปร่วมงาน ครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ได้ติดตามอ่านบทความแปลกๆ ของผมในบล็อกนี้นะครับ ซึ่งในครั้งนี้ ผมจะนำเรื่องขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มาเล่าให้ฟังครับ คงต้องเริ่มจากผมเรียนสายสามัญ ตามที่แจ้ง ชั้น ม.4 ที่จะมีรายวิชาวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ซึ่ง ณ ตอนนั้น ยากมาก สำหรับผม ทำให้พี่ชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) ของผมแนะนำให้ไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนสอนพิเศษชื่อดัง แถวสนามหลวง

ผมเป็นคนไม่ชอบเดินทาง ไม่ชอบแต่งตัว ผมชอบใส่กางเกงขาสั้น ก็กางเกงนักเรียนนั่นแหล่ะครับ ผมใส่กางเกงถูกระเบียบ จึงยาวเท่าหัวเข่า แต่พอผมใส่ไปก็ดูไม่เรียบร้อย จบข้ออ้างแรกแล้วนะครับ ที่ทำให้ผมไม่อยากไปโรงเรียนสอนพิเศษ

ข้ออ้างที่สองคือ ผมเป็นคนนอนหลับง่ายมากๆ เคยนอนหลับบนรถเมล์ แล้วเวลารถเบรค ก็กลิ้งจากเก้าอี้ ลงพื้นรถเมล์เลย ยิ่งพอมาเรียนวิชาที่ตัวเองไม่ถนัด แล้วเกิดความเบื่อหน่าย ยิ่งแล้ว โอกาสที่ผมจะง่วงหลับก็ยิ่งมีสูง ดังนั้น พอคุณครูเริ่มสอน ผมนั่งติดกับกำแพง ที่มีผ้าม่าน เริ่มฟัง ก็เริ่มไม่รู้เรื่อง (ผมรู้สึกแย่มากๆ เพราะสอนเท่าไหร่ ผมก็เรียนไม่รู้เรื่องครับ) เริ่มเบื่อ และก็เริ่มง่วงนอน แล้วผมก็หลับไป

ในที่สุด ผมก็ตื่นขึ้น เพราะมีอะไรก็ไม่รู้โดนที่หัวของผม ไม่เจ็บหรอกครับ แต่ก็แบบรู้สึกว่าแรงนิดหน่อย เท่านั้นเอง พอตื่นก็พร้อมๆ กับต้อง ซื้ดนำลายเข้าปาก เดี๋ยวหกเลอะเทอะ จากนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาจากหน้าชั้นครับ

“ไอ้แว่น เป็นไง ตื่นยัง”
“ถ้าตื่นแล้ว ไม่อยากเรียน ก็ออกไปนอกห้อง ไป”

เข้าล็อคเลยครับ ผมนึกในใจ ไม่อยากเรียนอยู่แล้ว แถมว่าอย่างนี้ อายเพื่อนๆ ด้วย รีบออกดีกว่า

เพื่อนๆ รู้ไหมครับว่า ในชีวตของผม ผมเรียนพิเศษครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 (แล้วผมจะเขียนบทความของการเรียนครั้งแรกให้ได้อ่านกัน แย่พอๆ กัน ไม่ได้ต่างกันหรอกครับ) มันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วครับ ในเทอมแรกนี้ พอถึงวันหยุด ผมต้องออกจากบ้าน แล้วไม่ได้เข้าเรียน ไม่อยากเข้า ไปเดินเที่ยวแถวสนามหลวงตลอดทั้งเทอม ทำให้ผมรู้จักถนนหนทาง แถวสนามหลวงเป็นอย่างดี

การเรียนพิเศษครั้งนี้ของผม ทำให้ผมต่อต้านการเรียนพิเศษทุกวิชา และการเป็นแรงผลักดันให้ผมสามารถเอาชนะตัวเองได้ เท่าที่ผมอยากจะเลือก ผมเรียนพิเศษไม่รู้เรื่อง เวลาเรียนเหมือนเราเป็นคนโง่ ไม่เอาไหน ไม่เข้าใจ ทำไมวิชาฟิสิกส์ถึงยากอย่างนี้ ม.4 เทอม 1 ผมได้เกรด 0 เป็นตัวเดียวในชีวิต ม.ต้น-ม.ปลาย ของผมที่ได้เกรด 0

แต่ในที่สุดแล้ว ผมก็ได้เกรด 3-4 ในเทอมที่ 2 และในอีก 2 ปีต่อมา ทั้ง 4 เทอม ผมศึกษาและอ่านหนังสือเองทั้งหมด คิดค้นวิธีลัดอีกหลายสูตร ผมสอบติดเรียนภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ที่ พระจอมเกล้า ธนบุรี ผมเคยสอบได้คะแนนเป็นอันดับ 3 ของคณะวิทยาศาสตร์ ผมเรียนจนจบภาคสวิชาฟิสิกส์ตามเกณฑ์ และตอนนี้ ผมก็เชื่อมั่นว่า ฟิสิกส์อยู่ในใจผม รอบๆ ตัวผมคือ ฟิสิกส์ ครับ

ขอบคุณครับ
ปรยา
6/10/2551

สวัสดีครับ สำหรับผู้ที่ลองติดตามอ่านบทความที่ดูจะเครียดๆ ของผม “ความพยายามที่จะเลว” คราวนี้ผมขอเขียนบทความที่ผมคิดว่า ใครที่เคยขับรถ อาจจะต้องเคยผ่านประสบการณ์นี้ เพียงแต่ว่าที่ผมนำเหตุการณ์นี้มาให้ทุกคนอ่าน ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า เสี้ยววินาทีของการตัดสินใจของคนเรา ก็ต้องเลือกระหว่าง “ตัวเรา” หรือ “อีกชีวิต”

คืนนั้นผมกำลังเดินทาง เพื่อไปรับแฟนที่จังหวัดกาญจนบุรี กลับบ้าน เนื่องจากเธอไม่อยากค้างคืนที่รีสอร์ท ผมจำได้ว่ามันดึกมากแล้วครับ น่าจะสัก 3 ทุ่มได้ ขณะที่ผมกำลังจะข้ามสะพานข้ามคลองที่ใหญ่พอสมควร แต่ไม่น่าจะเป็นแม่น้ำนะครับ คงอีกสักราวๆ 50 เมตรได้ ก็จะถึงคอสะพาน

ก็มีสุนัขตัวหนึ่งวิ่งมาถึงกลางถนน ซึ่งจากประสบการณ์ของผม สุนัขมักจะวิ่งมาถึงกลางถนนแล้วชอบหยุด และก็เป็นเหตุทำให้รถชนสุนัขตายกลางถนน ที่เราเห็นๆ กัน เหตุการณ์นี้ผมพึ่งเคยประสบครั้งแรก ผมตกใจมาก ผมเคยแต่เห็นไกลๆ ส่วนใหญ่จะเบรคทัน แต่ครั้งนี้ในสมองผมสั่งการหลายอย่างครับ

  • ถ้าผมเบรค รถข้างหลังที่ตามมาไม่ไกล อาจชนรถผม และผมก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ ผมมมต้องไปรับแฟน (ความคิดตรงนี้ คงมองได้ไม่อยาก คงเป็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ต้องเลือกตัวเองก่อน ความรู้สึกของผมคือ ผมต้องเลือกอย่างนั้น จริงๆ)
  • ถ้าผมเบรค แล้วหักรถหลบ (เพราะส่วนตัวมีนิสัยชอบเบรค และหักรถหลบ) อาจจะบังคับรถไม่อยู่แล้วอาจจะชนคอสะพาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่มันคาดเดาไม่ถึง พูดง่ายๆ คือ ห่วงข้างหน้า หลังจากที่ห่วงข้างหลังไปแล้ว
  • ผมตกใจจึงสาดไฟสูงเข้าใส่สุนัขตัวนั้น ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเป็นใครก็คงต้องทำแบบนี้ (แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้ว ผมขอแนะนำคนที่ขับรถ แล้วจะไปเจอเหตุการณ์แบบนี้เลยว่า อย่าไปสาดไฟสูงใส่สุนัข เพราะมันจะชะงัก แล้วมันก็จะหยุดให้เราชน) มันชะงักครับ ผมตกใจรอบสอง ผมหยุดเปิดไฟสูง เปลี่ยนเป็นกดแตรรถ ได้ผลครับ มันขยับตัว แต่ก็ (มันคงเป็นธรรมชาติของสุนัขที่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ คือมันจะวิ่งกลับไปทางเดิม เหมือนจะลังเลใจ อะไรทำนองนั้น) มันกลับไปทางเก่าครับ คือสุนัชพุ่งมาจากทางด้านซ้าย มันชะงักแล้วจะกลับไปทางซ้าย ผมแตะเบรคนิดนึงเพื่อลดความเร็วครับ
  • แต่ผมต้องประคองรถ จึงไม่ได้เบรคจนสุดๆ แล้วผมก็เบี่ยงรถไปทางซ้าย แต่ไม่คิดว่ามันจะย้อนกลับมาทางเดิม ผมชนเจ้าสุนัขตัวนั้น แบบเฉียดๆ เพราะผมพยายามเบี่ยงรถกลับมาบนถนนเหมือนเดิม
  • แต่เสียงร้องของสุนัขตัวนั้น นะซิครับ ผมได้ยินชัดเจน ผมไม่ได้ทับเขา แต่ชนแน่นอน อยู่ที่ว่าชนอะไร ชนขา ขนก้น แต่ก็คือ ชนอยู่ดีครับ

คืนนั้นผมก็ยังคงต้องขับรถไปรับแฟน ผมไม่ได้หยุดดูมันเลย เพราะมันดึกมาก ทางก็ไม่เคยไป แผนที่ก็ไม่ละเอียด ยังต้องหาทาง ครับ เหตุผลสารพัด ผมคิดว่า มันเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างหนึ่งที่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ ณ ตอนนั้น ผมทำได้แค่นั้น ถ้าเป็นปัจจุบัน ผมคงทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะผมขับรถไม่ได้ แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังขับรถได้ ผมก็คงแนะนำได้แค่ว่า อย่าขับรถเร็ว จะได้เบรคทัน (ตอนนั้นดึกแล้ว หาทางด้วย ผมคงขับสัก 60-80 km./ ชั่วโมง) ถ้าเจอสุนัขข้ามถนนก็อย่าเปิดไฟใส่ ให้มันเดดินไปเรื่อยๆ เพราะสุดท้าย ถ้าไม่ได้ชนสุนัข ก็จะรู้สึกดีครับ แต่ถ้าชน ก็ต้องคิดละครับ แล้วแต่คนครับ

บางคนก็รีบโทษสุนัขให้ความผิดอยู่ที่มัน จะได้รู้สึกสบายใจ บางคนก็รู้สึกผิดที่ชนมัน จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ ผมว่าบางคนอาจจะเฉยๆ เลยเพราะชนบ่อย

ที่ผมเล่าเหตุการณ์นี้ให้ได้อ่านกัน เพราะอยากแชร์ให้เพื่อนๆ ได้ทราบว่า เสี้ยววินาทีนั้นถึงผมจะเหยียบเบรคแล้ว แต่ผมก็รู้แก่ใจว่า ผมไม่ได้เหยียบเบรคจนสุด เพื่อหยุดรถ เพียงเพราะเหตุผลส่วนตัวของตัวเอง ผมคิดว่ามันเป็นความเห็นแก่ตัวของคนเราครับ

ขอบคุณครับ (พิมพ์ไปก็เครียดไป ขอโทษที่ทำให้เครียดไปด้วยนะครับ)

ปรยา
28/4/2551

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน ผมเคยผ่านเหตุการณ์สำคัญในชีวิตช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ที่ติดตาผม มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นเรื่องราวของอาป๊า (คุณพ่อ) กับอาม้า (คุณแม่) ของผมเอง ซึ่งสุดท้ายทั้ง 2 ท่านก็ต้องหย่าร้างกันตอนที่ผมอยู่ มัธยม 2 ที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ผมบอกกับตัวเองเลยว่า “ผมจะเป็นผู้ชายที่ดีให้ได้ และจะดูแลผู้หญิงให้ดีที่สุด”

ดังนั้นโดยส่วนตัวแล้ว ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในช่วงเวลาเดียวกัน สถานการณ์เดียวกัน ถ้าจะต้องเชื่อว่า ใครผิดหรือถูก ผมจะให้เครดิตผู้หญิงมากกว่า เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าผู้หญิงมีความรับผิดชอบมากกว่าชาย ผู้หญิงอดทนกว่าผู้ชาย และผู้หญิงรักลูก รักบุพการี มากกว่าผู้ชาย และผมก็ยังบอกกับตัวเองอีกว่า “ผมจะเป็นผู้ชายคนหนึ่งในโลกนี้ ที่ไม่ทำร้ายผู้หญิง ไม่ลงไม้ลงมือผู้หญิง”

แต่ในที่สุด ผมก็ต้องผิดสัญญากับตัวเอง หลังจากนั้นอีก 8 ปี ผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ปีสุดท้ายที่บางมด ในขณะที่น้องสาวคนเล็กอยู่มัธยมปลายที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย วันนั้นเป็นวันปกติ ที่น้องสาวผมยังอยู่ในชุดนักเรียน น่าจะพึ่งกลับจากโรงเรียน แต่วันนั้นผมเฝ้าบ้าน เพราะปี 4 มีชั่วโมงเรียนน้อย ผมจำได้ว่าน้องสาวผมกำลังอารมณ์เสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ตัวเองคิดเอง เออเอง ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม และวันนั้น “อาม้า” ก็ไม่อยู่บ้าน แต่น้องสาวคนรองก็อยู่ด้วย

น้องคนรองรีบให้ผมไปดูน้องเล็ก ไม่รู้เป็นอะไร จะเก็บเสื้อผ้า ออกไปจากบ้าน แม่ก็ไม่อยู่ จะทำยังไงดี

ผมเจอน้องเล็กที่กำลังลงมาถึงชั้นล่าง ขณะที่ผมกำลังจะก้าวขึ้นบันไดไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น พูดคุยกันเท่าไหร่ ก็ไม่ดีขึ้น น้องเล็กจะไปท่าเดียว ผมในฐานะพี่คนโต คงต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจึงลาก (ลากจริงๆ นะครับ เพราะน้องเล็กฝืนตัวมากๆ) น้องเล็กเข้าไปไว้ในห้องน้ำ แล้วก็ล็อกห้องน้ำ เพื่อรอให้อาม้ากลับมาจัดการกับความบ้าแบบไม่เป็นเรื่องของน่องเล็กตัวแสบ ที่ผมคิดเอาเองว่า กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น สงสัยอยากมีปัญหา เดี๋ยวไม่เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ ตามหนัง-ละคร

แต่ว่าน้องผมไม่หยุด เสียงตะโกนดังมากขึ้น โวยวายมากขึ้น ในขณะที่บ้านผมก็เป็นร้านขายวัสดุ-อุปกรณ์เกี่ยวกับงานช่าง จึงมีลูกค้ามาซื้อของตลอด ผมจึงตัดสินใจเข้าไปในห้องน้ำ และก็อบรมแบบใช้เสียงตะโกนแข่งกันกับน้องสาว แต่น้องก็ไม่หยุด ผมตัดสินใจเปิดฝักบัวให้รอที่ศีรษะของน้อง แต่ก็ไม่เป็นผล ผมก็เปียกด้วย ผมจึงตัดสินใจอีกครั้ง “ผมกระชากคอเสื้อ” น้องและอัดตัวน้องให้ติดกำแพง แล้วบอกให้หยุด ตลอดเวลาก็สั่งสอนด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ พร้อมกับตะโกนไปในตัว เพราะต้องตะเบงเสียงแข่งกัน แต่ไม่เป็นผล ในที่สุด “ผมตบหน้า” น้องสาวคนเล็กของผมเตมแรง 1 ครั้ง

เสี้ยววินาทีนั้น ต่างฝ่ายต่างก็เงียบกัน แต่สายตาของน้องสาวผมมองผมอย่างเคียดแค้น แต่ผมถือว่าผมทำดีที่สุดได้แค่นี้ น้องดูจะสงบลง เพราะน้องก็คงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน ผมเองหลังจากล็อกห้องน้ำ ก็น้ำตาไหล ไม่รู้ทำไปได้ยังไง แต่มันเป็นวิธีเดียวในตอนนั้นที่คิดออก จริงๆ แล้วผมซีเรียสกับเหตุการณ์นั้นอยู่หลายวัน จนคุณป้าที่อยู่ติดกันข้างบ้าน มาคุยกับอาม้าผมว่า “ทำดีแล้ว” รักน้องก็ต้องตี ถ้าห้ามไม่ได้ ถ้าปล่อยออกจากบ้านไปไม่รู้จะเป็นอย่างไร

ผมก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย แต่เหตุการณ์ที่ผมตบหน้าน้องสาวตัวเองนั้น ทุกวันนี้ยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา ผมเคยตั้งใจไว้เลยว่า “ไม่ว่าน้องของผมคนนี้ จะทำอะไรกับผม ผมจะยอมรับสภาพ ผมจะให้อภัยทุกเรื่อง เพราะผมได้เคยทำร้ายเขา” และน้องสาวของผมก็คงจะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในชีวิตนี้ที่ผมได้ทำร้ายด้วยการ “ตบหน้า” ซึ่งถ้าผมหาวิธีการอื่นก็น่าจะได้

ผมอยากให้เพื่อนที่ได้อ่านบทความนี้ ก็ลองเอาเรื่องราวของผมเป็นกรณีศึกษานะครับ ลองคิดดูว่า ถ้าอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผม จะใช้วิธีอื่นได้ไหม แต่ดีที่สุดก็อย่ามาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็จะดีนะครับ

ขอบคุณครับ

ปรยา
17/4/2551

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน บทความนี้ผมคงจะเขียนเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับผมเพียงครั้งเดียวในชีวิต และเป็นครั้งเดียวที่ทำให้ผมบอกกับตัวเองว่า “ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วตลอดชีวิต” เพราะมันทำให้ผมรู้สึกทุเรศกับความเป็นคนมากๆ ครับ รู้สึกเกลียดตัวเองอย่างที่สุดในความเป็นผู้ชาย ลองอ่านกันนะครับ ว่าทำไมผมถึงรู้สึกได้ถึงขนาดนั้นครับ

วันที่เกิดเหตุการณ์ที่ผมรู้สึกเกลียดตัวเอง สำหรับเรื่องนี้ ก็เป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง สมัยที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี หรือที่เรียกกันว่า บางมด แต่บ้านของผม ณ ขณะนั้นประมาณตอนปี 2 อยู่แถวตลาดศรีเขมา (ซึ่งอยู่ใกล้กับ วัดสร้อยทอง หรือ สะพานพระราม 6) หรือถ้าจะให้รู้จักกันง่ายขึ้นคือ แถวๆ บางโพ ครับ ที่ต้องบอกที่ตั้งก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า บ้านของผมอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัย พอสมควรครับ

ถ้าผมจำไม่ผิดวันนั้นผมมีกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย และผมก็รู้สึกเหนื่อยมากกว่าทุกวัน ผมขึ้นรถเมล์สาย 21 ที่หน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งก็ถือว่าต้นทางเหมือนกัน ก็คือได้นั่งเป็นส่วนใหญ่ละครับ แต่โดยปกติสำหรับผมแล้วก็นั่งได้แค่พักเดียว ไม่นาน สาเหตุเพราะเส้นทางที่รถเมล์สาย 21 ผ่านนั้น มีทั้ง ร.ร.พาณิชย์ ร.ร.ประถม-มัธยม และชุมชนมากมาย แต่วันนั้นความรู้สึกของผมคือ ผมเหนื่อยมาก ผมอยากใช้สิทธิ์ของผมที่ได้นั่งก่อน และจะนั่งจนกว่าจะลง หรือาจจะเรียกได้ว่าวันนั้น ผมอยากเป็นคนเห็นแก่ตัวบ้าง สักวันหนึ่ง และเป็นวันเดียวในชีวิตจริงๆ ครับ

ปกติผมเป็นคนที่นอนหลับง่ายมากๆ แม้แต่ในรถเมล์ คือหลับจริงๆ วันนั้นผมพยายามที่จะนอน แต่ว่าวันนั้นทั้งๆ ที่เหนื่อย พยายามเท่าไหร่ร่างกายผมก็ไม่นอนหลับซะที เพราะขณะที่ผมหลับตา ผมได้ยินเสียงของเด็กๆ ได้ยินเสียงผู้หญิง ผมอยากลุกให้ทุกคนนั่ง เหมือนปกติที่ผมทำประจำ แต่อีกใจก็บอกตัวเองว่า “ก็อยากจะนั่งบ้าง ไม่เป็นไรหรอก ไม่ผิดอะไร” ผมจำได้ดีว่า วันนั้นผมไม่มีความสุขเลย ตลอดเวลาที่ผมหลับตา ผมถามตัวเองตลอดว่า “ทำไมผมถึงทำอย่างนี้” ในที่สุดผมก็ตัดสินใจตื่นก่อนถึงป้ายรถเมล์เป้าหมายที่จะลงประมาณ 2-3 ป้ายรถเมล์

ผมอายตัวเองมากๆ ผมลงจากรถทันที เพราะรู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ ผมเดินไปเรื่อยๆ เพื่อไปต่อรถเมล์สาย 49 แถวเยาวราช ใกล้วงเวียน 22 แล้วผมก็สัญญากับตัวเองว่า “ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วตลอดชีวิต” จากวันนั้นมา บ่อยครั้งที่กระเป๋ารถเมล์จะเดินมาถามผมว่า “มีที่ว่างนะครับ/ ค่ะ” คำตอบคือ “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ เดี๋ยวก็ต้องลุกอยู่ดี” ซึ่งทุกๆ วัน ผมก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ

ยังโชคดีนะครับ ที่ผมยังให้โอกาสตัวเองในการชดเชยการกระทำที่แย่ๆ วันนั้น และก็ขอบคุณตัวเองที่ได้ลองแก้ไขปรับปรุงตัว และรู้ว่าความถูกต้องคืออะไร ผมควรทำอะไรในฐานะของความเป็นคน ผมควรทำอะไรในฐานะของความเป็นผู้ชาย และผมควรทำอะไรในฐานะที่เป็นคนไทยในสังคม

ขอบคุณครับ

ปรยา
16/4/2551

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผู้อ่านทุกคน บทความคราวนี้ผมขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปในวัยเด็กของผมอีกครั้ง สมัยมัธยม 2 ซึ่งส่วนตัวแล้วค่อนข้างแน่ใจว่า เหตุการณ์ดังกล่าว น่าจะเคยเกิดกับเพื่อนๆ อีกหลายคนแน่นอนครับ งั้นลองอ่านกันเลยนะครับ

นักเรียนส่วนใหญ่ก็มักทานข้าวที่โรงอาหารของโรงเรียนอยู่แล้ว ที่จะเอาข้าวมาทานเองสมัยนี้คงมีน้อยลงทุกที ยิ่งสังคมของคนในกรุงเทพฯ แล้วคงเป็นอย่างที่ผมกล่าวถึง ผมก็คงทานข้าวที่โรงอาหารอยู่ทุกวันอยู่แล้ว และแล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตของผมอีกเหตุการณ์หนึ่ง หลังจากผู้อ่านได้ลองอ่านหัวเรื่องของบทความแล้วคงพอจะเดาเหตุการณ์ออกว่าน่าจะเป็นเรื่องอะไรนะครับ และก็คงอาจจะนึกต่อว่า แค่เรื่องได้เงินทอนเกินมันจะสำคัญแค่ไหนกันเชียว ลองอ่านต่อนะครับ เพราะสำหรับผมแล้ว ผมสำคัญทีเดียว

มีอยู่วันหนึ่ง ที่ผมให้ธนบัตรใบละ 20 บาท เพื่อซื้อข้าวแกงจานละ 5 บาท (ตอนนั้นผมคงอายุราวๆ 13 ย่าง 14 ปี คงช่วง พ.ศ.2528) ปรากฏว่าคุณป้าร้านข้าวแกงกลับทอนเงินให้ผม 495 บาท คือแกคิดว่าผมให้เป็นธนบัตร 500 บาท ดูสิครับเหมือนผมกำลังถูกทดสอบจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลยครับ แล้วเด็กอย่างผมจะทำอย่างไรดี

ความรู้สึกแรกเริ่มเลยที่ได้รับเงิน 495 บาท (ผมจัดลำดับความคิดเป็นขั้นตอนให้เลยนะครับ)

  • เราให้ธนบัตรอะไรไปนะ, แค่ 20 บาทนี่นา (แสดงว่าตัวผมรู้แล้วว่าคุณป้าน่าจะทอนเงินผิด)
  • เมื่อเห็นเงินที่เกินมา 480 บาทก็รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้เงินเกิน (แสดงว่าผมกำลังยินดีกับเงินฟรี ที่ได้มาอย่างง่ายๆ ซึ่งเป็นเงินของผู้อื่น)
  • รีบรับเงินทอน แล้วไปหาที่นั่งกินข้าวไกลจากร้านของคุณป้า (แสดงว่าผมกำลังอยากได้เงินที่เกินนี้มากถึงขนาดหาท่นั่งไกลๆ จากร้านคุณป้า อันนี้ถือว่าแย่มากๆ)
  • ขณะที่กำลังจะเริ่มทานข้าว ก็เริ่มลังเลใจว่าจะเอาเงินที่เกิน ไปคืนดีไหม หรือว่านี่เป็นโชคดีของเรา (แสดงว่าตัวผมอีกด้านหนึ่งที่ยังพอมีคุณธรรมอยู่บ้าง เริ่มออกมาต่อสู้กับความไม่ถูกต้องแล้ว)
  • ผมนึกไปถึงคุณป้าที่แกมีกำไรคงไม่มากเท่าไหร่ แถมคุณป้าท่านนี้ยังใจดีกับนักเรียนทุกคน ใครทานไม่อิ่มสามารถเติมข้าวได้ฟรี แกใจดีมากๆ ถ้าผมจำไม่ผิด น่าจะเป็น “ป้านก” (โรงเรียนโยธินบูรณะ) ผมเองก็เติมข้าวแทบทุกครั้งที่ทานข้าวแกงของแก แล้วอย่างนี้ผมจะเอาเงินเกินของคุณป้ามาได้ยังไง ไม่ถูกต้อง (แสดงว่าภายในจิตใต้สำนึกผมในฝากของความถูกต้อง ชนะฝ่ายไม่ถูกต้องแล้ว)
  • ผมตัดสินใจนำเงินที่เกิน 480 บาทไปคืนคุณป้าก่อนที่ผมจะทานข้าว
  • ผมกลับมาทานข้าวอย่างมีความสุข

แต่ที่ผมนำเหตุการณ์คราวนั้นมาเขียนบทความก็เพราะอยากจะนำเสนอ ส่วนที่ไม่ดีของตัวผมที่ในช่วงแรกของการได้รับเงินทอนเกิน 480 บาท ทำไมผมไม่คืนเงินให้คุณป้าทันที แถมยังมีเจตนาไปไกลๆ จากร้านคุณป้าอีก ซึ่งแสดงว่าในช่วงต้นของความรู้สึกของเหตุกรณ์นี้ เป็นความไม่ดีที่มีอยู่ในตัว แต่ผมยังโชคดีที่กลับมาคิดได้ พิจารณาได้ว่า ความถูกต้องคืออะไร ต้องทำอย่างไร

หวังว่า เพื่อนๆ ผู้อ่านที่เคยผ่านเหตุการณ์นี้ จะได้มีโอกาสทบทวนอดีต เพื่อที่ปัจจุบัน ตัวเราจะได้รู้ตัวตนของเราเองกันนะครับ เหมือนเดิมนะครับ บทความในบล็อกนี้อาจจะดูเครียดๆ หน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า จะนำประสบการณ์ที่ผมเคยผ่านมา ซึ่งผมถือว่า มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมคิดว่า เป็นความไม่ดีเกี่ยวกับคนคนหนึ่ง ที่อาจจะทำให้ใครอีกหลายๆ คนได้อ่านเพื่อเป็นตัวอย่าง ก็เท่านั้นเองครับ

ขอบคุณครับ

ปรยา

16/4/2551

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ผ่านมาคือเป็นการพูดโกหก ขโมยขนม และขโมยเงิน แต่บทความคราวนี้เริ่มมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากอาม้าผมแล้ว คือการนำลูกแมวที่มีหลายตัว และหลายครั้งไปปล่อยที่วัดครับ

ขอเริ่มต้นเรื่องจากบ้านของผมเป็นร้านขายของโชวห่วย แถวตลาดศรีเขมา เป็นตึกแถวที่ปัจจุบันร้างไปหมดแล้ว ตึกเก่ามากแล้ว น่าจะเกิน 40 ปี สมัยที่ผมอยู่นั้น นอนดิ้นหน่อย ถ้าหัวหรือขาไปโดนผนังปูน ปูนจะหลุดร่อนออกมาเลย เวลารถสิบล้อวิ่งผ่าน หน้าต่างก็จะสะเทือน ดีแล้วที่ย้ายออกมา

ที่เล่าให้ฟังว่าตึกเก่าแล้ว เพื่อจะโยงให้เห็นภาพว่า ดังนั้นใต้ตึกก็เก่ามากเช่นกัน จึงเป็นที่อยู่ของสัตว์ยอดฮิตประจำเมือง ทั้งแมลงสาบ (เคยเขียนบทความเกี่ยวกับแมลงสาบด้วย) หนู เป็นต้น และเจ้าหนูนี่แหละครับ มันกินดะทุกอย่าง (อาจไม่กินก็ได้ ดูเหมือนมันจะเกเรมากกว่า) พวกมันกัดทุกอย่าง

กัดสบู่ ก็ขายใครไม่ได้ ต้องเอาไว้ใช้อาบน้ำเอง

กัดขนม-มาม่า อันนี้เลิกกันเลย กินไม่ได้อยู่แล้ว

กัดกล่องนม อันนี้โชคดีหน่อยสามารถเก็บไว้เปลี่ยนกับคนส่งได้ คือขอให้เขาช่วยรับคืนครับ เป็นต้น

เพื่อนๆ เห็นภาพแล้วนะครับว่า ด้วยเหตุนี้เองที่บ้านผมมีความจำเป็นต้องเลี้ยงแมว ลายเสือด้วย สีเทา ดำ ขาว 3 สี และดุมาก เล็บคม ตบเก่ง หมาแถวบ้านยังไม่ยุ่งเลย แถมเจ้าชู้อีกต่างหาก ผมตีความเอาเองนะครับ เพราะมันท้องบ่อยมาก จนไม่ต้องนับรุ่นกัน

บางครอกที่มันออก มันจะกินลูกมันด้วย เหลือแต่หัว น่าสงสาร ผมจะตีมันแรงๆ เวลามันทำอย่างนั้น (เห็นอาม้าผมบอกว่าแสดงว่าลูกมันไม่สบาย) แต่ก็มีหลายครอกที่ก็โตจนเล่นซน และผมก็เห็นแม่แมวตัวนี้ ชอบจับลูกหนูมาให้ลูกแมวเล่น ตบไปตบมาและก็กินในที่สุด

ลูกแมวแต่ละครอกก็จะซนตามประสา แต่ว่าพวกมันชอบถ่ายในบ้าน ทั้งๆ ที่ตัวแม่ ก็ถ่ายนอกบ้าน ดังนั้นถ้าครอกไหน ถ่ายนอกบ้านก็จะเลี้ยง และยกให้คนอื่นควบคู่กันไป แต่ถ้าครอกไหนถ่ายในบ้าน ผมก็มีหน้าที่ นำพวกมันไปปล่อยที่วัด ครับ

นำพวกมันใส่กล่องเบียร์ ปิดเทปกาวอย่างดี ไม่อย่างนั้นเวลายกไป มันจะแง้วๆๆ และแทงหัว แทงขามาทางฝาปิดกล่องได้ พอถึงวัดก็ลอกเทปกาวออก พวกมันก็จะมีความสามารถออกมาจากกล่องได้เอง

วัดที่ผมไปปล่อยเป็นประจำ ก็คือ ” วัดสร้อยทอง ” ปัจจุบันเป็นวัดอารามหลวงไปแล้ว แต่ผมจำไม่ได้ว่าระดับไหน ที่พักของคณะแม่ชีอยู่ด้านหน้าวัด ทางซ้ายมือ ซึ่งก็ติดกับกำแพง เวลาผมไปปล่อย ก็จะวางกล่องไว้ประตูหน้า หรือจับปล่อยทีละตัวผ่านประตูเหล็ก อย่างน้อยที่นี่ก็มีอาหารให้มันกิน

ในวัยเด็กที่ผมนำพวกมันไปปล่อย ก็จะรีบวิ่งหนีแม่ชี ที่ตะโกนไล่หลังมา ฟังไม่ได้สรรพหรอกครับ ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเดียว แต่ผมไม่เคยทิ้งไว้ริมถนน หรือกองขยะ เพราะกลัวมันถูกรถทับ หรือไม่มีใครนำไปเลี้ยง

พฤติกรรมเหล่านี้ ที่ผมเคยทำมา ผมคิดว่าผมกำลังชดใช้กรรมอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นผู้ทุพพลภาพนะครับ แต่น่าจะเป็นเรื่องของบ้านที่อยู่อาศัยมากกว่า ผมย้ายที่อยู่บ่อยๆ หรือย้ายบ้านบ่อยนั่นเอง และปัจจุบันผมก็ไม่ได้อยู่กับครอบครัว คือใจของผมไม่อยากอยู่ อยากออกจากบ้านมาพิสูจน์ตัวเองเรื่องการทำงาน เช่น ผมทำเว็บไซต์รับฝากชำระค่าน้ำ-ไฟฟ้า-โทรศัพท์ทุกระบบ นิตยสารออนไลน์ สำหรับโรงงาน และนิทรรศการออนไลน์ เป็นต้น

ผมจึงคิดว่า ทุกวันนี้ การที่ผมอยากออกมาอยู่ข้างนอก และย้ายบ้านบ่อย ก็คือเป็นการชดใช้กรรมที่นำลูกแมวไปปล่อยครับ


ขอบคุณครับ

ปรยา
17 กันยายน 2550

สวัสดีครับทุกคน ผมเคยขโมยขนม เพื่อนำของเล่นมาเล่นในวัยเด็ก แต่ยังมีสิ่งไม่ดีอีกอย่างที่มากกว่า ” ขโมยขนม ” ก็คือ ” ขโมยเงิน ” ครับ ผมเริ่มขโมยเงินตอนประมาณ ประถม 6 – ม.1 เพื่อจะนำไปซื้อการ์ตูนเรื่องโดเรมอน หรือโดราเอมอน

เริ่มเรื่องจากผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชวนผมอ่านหนังสือการ์ตูน (เหมือนให้ลองยาเสพติด ยังไงอย่างงั้น) อ่านแล้วก็ติดครับ สนุกมาก แรกๆ เพื่อนผมก็ให้ยืมมาที่บ้าน พอนานๆ เข้า เพื่อนผมก็ไม่ให้อ่านฟรีแล้วครับ (เอาเข้าแล้วครับ พอเราติดการ์ตูน อยากอ่าน ต้องหาเงินมา เหมือนอยากเสพยา ก็ต้องหาเงินมาซื้อ)

ตอนนั้นการ์ตูนเล่มละ 10 บาท เพื่อนผมขายครึ่งราคา 5 บาท ผมจึงอดเงินรายวันเพื่อมาซื้อ แต่ไม่พอครับ เพราะมีการ์ตูนที่อยากอ่านหลายเล่ม เพื่อนผมจึงสอนขโมยเงิน มันง่ายมากครับ (เรื่องเลวๆ มักจะง่ายที่จะปฏิบัติ)

เนื่องจากบ้านผม และเพื่อนผม เป็นร้านขายของโชวห่วยเหมือนกัน ดังนั้นเวลาขายของ ก็ต้องมีการทอนเงิน หมายถึงว่า ผมและเพื่อนมีโอกาสที่จะเปิด-ปิด ลิ้นชักเงินได้อย่างง่ายดาย วิธีขโมย จึงง่ายดายมาก แค่ฉวยโอกาสตอนทอนเงิน ก็นำเงินบางส่วนแอบใส่กระเป๋ากางเกง ผมจึงเลียนแบบ และขโมยอยู่เป็นเดือน ทำให้มีการ์ตูนอ่าน โดยอ้างว่า ยืมมาอ่าน

แต่ความลับไม่มีในโลกหรอกครับ เพราะมีสิ่งผิดปกติที่อาม้า (คุณแม่ผมเอง คนจีนเรียน อาม้า) จับผิดได้คือ ปกติอ่านจบแล้วต้องคืน แต่นี่ไม่ต้องคืน เหมือนเป็นของผม และมันมากขึ้นๆ จาก 1 ลังเบียร์เป็น 2 ผมจึงถูกเฝ้าติดตาม จนถูกจับได้คาหนังคาเขา ตามระเบียบครับ โดนไม้ขนไก่ แล้วผมก็หยุดการขโมยเงินไปอีกหลายปี จนกระทั่ง

มีอยู่วันหนึ่ง ผมเป็นไข้ อาม้าจึงพาไปหาหมอ และผมสังเกตุเห็นนางพยาบาล นำเหรียญบาทมาวางต่อกัน 10 เหรียญ และใช้สก๊อตเทปติดตามแนวตั้ง ทำให้เก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมชี้ให้อาม้าดู ว่าแปลกดีน่าทำอย่างนี้บ้าง แต่อาม้าก็อธิบายว่ามันยุ่งยาก นับเป็นถุง ถุงละ 100 บาท สะดวกกว่า

ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ฐานะการเงินที่บ้านไม่ดีนัก ผมมักเห็นมีคนมาทวงเงินที่บ้านบ่อยๆ จึงมีความคิดว่าอยากแอบเก็บเงินในลิ้นชักให้อาม้า ถึงเวลามีคนมาทวงเงินจะได้มีให้เขาได้ (คิดแบบเด็กๆ แต่ก็ถือว่าขโมยเงิน เหมือนกัน) เมื่อคิดได้ก็เริ่มทำครับ แต่คราวนี้ระมัดระวังกว่าคราวที่แล้ว ต้องไม่ถูกจับได้ จึงเริ่มขโมยเงินเป็นเหรียญอย่างเดียว (1 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง)

โดยปกติเวลาเหรียญหมดไม่พอก็ต้องนำแบงค์ร้อย ไปแลกเหรียญ ผมจึงต้องมีเทคนิคแอบไปแลกเงินที่เก็บซ่อนไว้ในกระป๋องโอวัลติน บริเวณบันไดทางขึ้นชั้น 2 และแอบวิ่งไปนอกบ้าน ทำทีเป็นว่าไปแลดเงินจริงๆ ส่วนเหรียญที่เก็บไว้มากๆ ในกระป๋อง เสียงจะดังเวลาผมแอบเก็บเงิน หรือนับจำนวนเงิน ผมจึงนำวิธีติดสก๊อตเทปจากร้านคุณหมอมาใช้ จะได้เสียงไม่ดัง

การแอบขโมยเงินคราวนี้ มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ดังนั้นเงินจึงอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ และก็ไม่พ้นครับ อาม้าผมก็จับได้อยู่ดี แต่คราวนี้อาม้าผมไม่ทำแบบคราวที่แล้ คือมาจับคากระเป๋าที่แอบขโมย เพราะอาม้ารู้ว่าผมนำเงินไปซื้อการ์ตูน แต่คราวนี้ไม่ใช่ อาม้าเห็นว่าเงินถูกเก็บอย่างดี อาม้าจึงอยากรู้ความจริง และอาม้ายังนับเงินมาเรียบร้อย รู้ว่าผมแอบขโมยเงินไว้แล้ว 3 พันกว่าบาท

อาม้าเริ่มบททดสอบ

” ต๋อง (ชื่อเล่นผม) อาม้ามีความจำเป็นต้องใช้เงิน 3 พันบาท ไม่รู้จะหาจากไหนเงินก็ไม่พอใช้จ่าย ” อาม้าผมเปรยๆ กับผม คำพูด ความหมายคงประมาณนี้ เพราะผมก็จำไม่ค่อยได้

ผมดัใจมาก แล้วพูด ” อาม้ารอเดี๋ยว “

แล้วผมก็วิ่งไปหยิบเงินที่ซ่อนเอาไว้ออกมา 3 พันบาท แต่ยังมีเงินเหลือในกระป๋อง เอามาให้อาม้า และเล่าความจริงให้ฟัง จึงโดนสอนว่าไม่ให้ทำแบบนี้ โดนตีมือไม่กี่ที แต่มีประโยคหนึ่งที่ผมจำไม่ลืม คือ

” เรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เรื่องของเด็ก คือเรียนหนังสือ ตั้งใจเรียนก็พอ “

จากนั้นเป็นต้นมา ผมจึงไม่ต้องขโมยเงินอีก เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเด็กที่จะต้องห่วงเรื่องรายได้ รายจ่ายของที่บ้าน ” เรียน และประหยัด เท่านั้น ที่เป็นเรื่องของเด็ก “

แก้ข่าวให้เพื่อนผมที่สอนขโมยเงินนะครับ ปัจจุบันเขาเป็นคนดีมาก แต่งงาน มีลูก รักครอบครัว ใจดี มีนิสัยเอื้อเฟื้อ-อารี หาเงินเรียนเองจนจบปริญญาตรี เป็นคนดีในสังคมอีกคนหนึ่ง ไม่เป็นภาระใคร เรื่องในวัยเด็กจะเป็นสิ่งผิดๆ ที่เป็นบทเรียนให้เราสองคนได้เรียนรู้ และปรับปรุงตัว

เพื่อนๆ ลองนึกดูนะครับว่าเคย ” ขโมยเงิน ” แบบผมไหม แลกเปลี่ยนทัศนคติกันได้นะครับ

ขอบคุณครับ

ปรยา
12 กันยายน 2550

สวัสดีครับ ทุกคน บทความในบล๊อกนี้อาจจะดูแนวเขียนแปลกๆ แต่อยากให้ลองอ่านกันครับ เผื่อว่าจะได้ข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ เพราะผมอยากเปิดใจทั้งสิ่งดีๆ ที่จะเป็นประโยชน์ และสิ่งที่เคยผิดพลาดเพื่อเป็นแนวคิดให้ผู้อ่านครับ

บทความตอนนี้ ผมขอเขียนถึง ” การขโมย ” เมื่อตอนประถม 5 ผมย้ายมาอยู่กับอาม้า (ภาษาจีนแต้จิ๋ว) แล้วอยากได้ของเล่นพลาสติก ที่เป็นรถแบบต่างๆ เป็นเรือ เป็นต้น แถมมากับขนมยี่ห้อกูลิโกะ ชอบมากๆ ครับ แต่ราคาค่อนข้างแพง น่าจะ 8-9 บาท อาม้าจึงไม่ยอมให้ พอนานๆ เข้า ความอยากได้ก็มากขึ้น จึงต้อง “ขโมย” แต่เป็นการขโมยของ

เมื่อขโมยขนมที่บรรจุของเล่นอยู่ในกล่องเสร็จ ก็นำขนมพร้อมกล่องไปซ่อนไว้ใต้เตียง ซึ่งภายหลังความจริงก็ถูกเปิดเผย เพราะความลับไม่มีในโลก มีเพียงระยะเวลาเท่านั้น ผมจึงถูกไม้ขนไก่ตามระเบียบ

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเปลี่ยนวิธีเป็นลักษณะอื่นแทน เช่น ทำงานแล้วค่อยขอขนมหรือสิ่งที่อยากได้ และทำให้ผมพัฒนาตัวเองเป็น ทำของเล่นเอง เมื่ออยากได้อะไร ที่ตัวเองพอทำขึ้นมาได้ จะทำทันที

ในความคิดของผม ในแง่ดีนะครับ ถ้าใครก็ตามที่ได้ผ่าน ” ความคิดที่จะขโมย ” และถ้ามีโอกาสได้ลงมือมาก็ถือว่าครบสูตร แต่จริงๆ แล้ว แค่ผ่านความคิดก็น่าจะพอ เท่ากับเหมือนเป็นผู้ร้ายเลยนะครับ แต่สิ่งสำคัญคือ ใครคนนั้นสามารถที่จะรู้ว่า ” เป็นสิ่งที่ผิด ” และจะดีมากๆ ที่นำความผิดพลาดนั้นมาปรับปรุงตัว ก็คงจะกลายเป็น ” ผู้ร้ายกลับใจ ”

สังคมก็น่าจะได้ บุคคลที่เคยผิดพลาด และปรับปรุงตัวมาร่วมสังคม และผมก็ยังเชื่อ (ในความเห็นส่วนตัวนะครับ) ว่าคนเหล่านี้ที่รู้สำนึกแล้วจะสามารถเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคมได้ เพราะจะรู้สึกผิดตลอด และอยากลบล้าง-ชดเชย ความผิดตัวเองด้วยการทำดี เหมือนที่ผมได้รับโอกาสจากอาม้า

อ่านบทความนี้แล้ว เพื่อนๆ อาจลองนึกดูว่า เคยขโมยของไหม ผมมองว่าอาจเป็นเรื่องผิดพลาด ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะในวัยเด็ก แต่ถ้าเรารู้ว่าผิด และแก้ไขก็พอรับได้

บทความนี้ถ้าพิจารณาแล้ว อาจตีความได้ว่าเป็นการแก้ตัว หรืออาจมองได้ว่าเป็นการปลอบใจตัวเอง หรืออาจทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หรืออาจเป็นการมองโลกในแง่ดี หรืออื่นๆ ก็ย่อมได้ครับ ขึ้นอยู่กับเพื่อนๆ ทุกคน

ขอบคุณครับ

ปรยา

21 สิงหาคม 2550

Older Posts »